ปี 2018 คนไทยจะได้ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง

ปี 2018 นี้ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเรื่องน่าสนใจที่คนไทยต้องศึกษา และเริ่มใช้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มาดูกันว่าปีนี้มีเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมอะไรบ้างที่เราจะมีโอกาสได้ใช้จริง ๆ

1.payment เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เพราะการมาของ QR code จะเห็นว่าในตลาดต่าง ๆ เริ่มมีการใช้ QR code กันมากขึ้น เรียกว่า มาฆ่าเครื่องรูดบัตรทั้งหมด บริษัทที่ทำ EDC หรือเครื่องรูดบัตร วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะคนจะเปลี่ยนมาใช้ mobile banking แทน ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ข้างถนน เดี๋ยวนี้รับ QR code ได้แล้ว คาดว่าไม่น่าเกิน 2 ปีนี้จะใช้ได้อย่างทั่วถึง ตอนนี้ธนาคารใหญ่ ๆ ผ่านการ approve แล้ว รวมถึงผู้ให้บริการ wallet อย่าง true money เอ็มเปย์ของ AIS บรรดา application เหล่านี้รองรับการใช้ QR code แล้วเกือบทั้งหมด

การใช้คิวอาร์โค้ดนั้น ถ้าเราช่วยกันกระตุ้นให้มีการใช้ ผลที่เห็นทันทีคือรายได้จะเข้ามาสู่บัญชีของคุณในทันที เงินไม่ต้องผ่านมือพนักงานหรือลูกจ้าง ไม่ต้องทอนเงิน และลูกค้าก็สะดวก ทั้งมีรายงานส่งมาที่โทรศัพท์ของเรา และไม่ต้องกลัวสรรพากรอย่างที่หลายคนคิดเพราะมันเป็นคนละระบบกัน

2.ระบบขนส่ง ในเมืองไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หากสั่งของผ่าน facebook ไม่ถึงชั่วโมง สินค้ามาถึงที่บ้านได้แล้ว และจากเมื่อก่อนที่ต้องพึ่งบริษัทไปรษณีย์ไทยอย่างเดียว แต่ปัจจุบันจะมีบริษัทขนส่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น Kerry Logistics, Alfalfa, Lalamove หรืออยากจะส่งสินค้าประเภทแช่เย็นก็มีบริษัทของ SCG ร่วมกับ Yamato ของญี่ปุ่น ระบบการขนส่งจะเป็นตัวแปรในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซ อย่างในปีนี้เราจะเจอสิ่งที่เรียกว่า same delivery การส่งสินค้าภายในวันเดียวเยอะมากขึ้น และหลังจากนั้นก็จะได้เจอกับ one hour หรือ two hour delivery ที่จะมีมากขึ้น ตอนนี้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นฮับโลจิสติกส์หลายเจ้า ภายในปีนี้จะเริ่มขยายไปในต่างจังหวัดมากขึ้น ๆ

3.voice technology อาจจะมองว่าไกลตัว จริง ๆ การสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เห็นง่าย ๆ เราเคยใช้ application เช่น Siri ในการสั่งงานมาแล้ว อย่างตอนนี้บางบ้านใช้ google home ของค่าย google และอีกตัวหนึ่งของค่าย amazon คือ amazon echo (alexa) ทั้งคู่ราคาประมาณ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น สามารถสั่งงานซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เน็ตหลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เปิดเพลงให้ฟัง เชื่อมโยงตารางงานนัดหมายในแต่ละวัน บอกได้หมดทุกอย่าง แต่ตอนนี้อาจยังต้องใช้ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีสวิตช์ไฟที่เชื่อมต่อไวไฟ โดยมี QR code application อยู่ด้านหลัง สั่งงานด้วยเสียงจากโทรศัพท์มือถือ บริษัทของไทยก็มี smart home แล้ว อย่างปลั๊กไฟของแลมป์ตันสั่งงานได้เลยจาก google home หรือ alexa หาซื้อได้ตามโฮมโปร บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เริ่มเอา smart home เข้ามาใช้ ภายในปลายปีนี้ เราอาจจะเห็น voice technology เข้ามาอินทิเกรตในอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อไปเราจะพูดคุยกับโทรทัศน์ ตู้เย็น ทั้งหมดที่พูดถึงนี่เป็น IoT (Internet of Things) เปลี่ยนไลฟ์สไตล์คนไทยอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าสะดวกสบาย แต่ในมุมกลับกัน มันก็อาจจะมีเรื่องของความปลอดภัย อาจจะมีพวกแฮกเกอร์โจมตีด้านความปลอดภัย นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ วิธีป้องกันก็อาจจะไม่ติดตั้งในห้องนอน เรื่องของความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญ

ดังนั้นเรื่องของการสั่งงานด้วยเสียง เรื่องของ IoT เรื่องของ AI เริ่มเข้ามาแล้ว สิ่งที่จะตามมาคืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่จะเป็น black bone วิ่งอยู่ข้างหลังสมาร์ทโฮม เพราะตอนนี้อินเทอร์เน็ตความเร็ว 100 เมกะไบต์ ราคาไม่ถึงพันบาท และจากนี้จะเร็วขึ้นอีกมาก การดูหนัง ฟังเพลงต่าง ๆ จะเร็วขึ้น ซึ่งเราเรียกว่าระบบ fiber to the home จะมาให้เห็นเยอะขึ้น คำแนะนำของผมตอนนี้ก็คือ ต้องกลับไปดูที่บ้าน (เชื่อว่าทุกบ้านคงมีอินเทอร์เน็ต) ลองเปลี่ยนเทคโนโลยีจาก ADSL เป็น fiber to the home ในราคาเดียวกัน คุณอาจจะได้อินเทอร์เน็ตเร็วมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ

เทคโนโลยีที่จะเจอในปีนี้อันดับ

4. solar cell ซึ่งจริง ๆ เราใช้กันเยอะมาก คุณอาจจะมองไม่เห็น แต่ในต่างจังหวัดใช้เยอะ และราคาถูกลงมาก ลองไปดูใน YouTube แล้วพิมพ์คำว่า solar cell จะมีทั้งวิธีการซื้อ สอนวิธีการติดตั้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย หรือลองไปเดินแถวบ้านหม้อจะเห็นว่ามีขายอยู่เพียบ และตามต่างจังหวัดนั้นมีบริษัทเอกชนที่รับติดตั้งโซลารเซลล์แบบเต็มรูปแบบเลย ซึ่งสามารถลดค่าไฟไปได้มาก อยากให้หลาย ๆ คนมาลองใช้ดู เพราะราคาไม่ได้แพงมากและช่วยลดค่าไฟได้เยอะ

5.drone โดรนมาแล้วและราคาไม่แพง บางคนมองว่าใช้เป็นแต่ของเล่น จริง ๆ แล้วสำหรับคนทำธุรกิจนำมาใช้ได้ เพราะโดรนมีอยู่หลายขนาด สามารถนำมาเลือกใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขนของ ซึ่งในวงการเกษตรเริ่มมีการนำมาใช้แล้ว เวลานำมาใช้จริงต้องมีการจดทะเบียนเป็นเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งโดรนจะมาพร้อมกับอีกเทคโนโลยี คือ robot หรือ robotics ซึ่งการสร้างหุ่นยนต์ในปัจจุบันไม่ยากแล้ว ตอนนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า maker พวกนี้จะนำเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาก เพราะว่าอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ มันถูกลง

6.smart farming เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พูดมา จะไหลเข้าไปสู่บางอุตสาหกรรมอย่างการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโดรน การสั่งงานด้วยเสียงผ่านคอมพิวเตอร์ IoT ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง

มีโครงการต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ เริ่มคิดเริ่มทำเป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง อย่างล่าสุดมีกลุ่มเด็กที่เขาทำโครงการจัดการขี้เลน ขี้กุ้ง โดยใช้โซลาร์เซลล์เชื่อมต่อกับ IoT สามารถที่จะเช็กอุณหภูมิ แล้วส่งข้อมูลเข้าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งบอกข้อมูลได้หมดทุกอย่าง ฉะนั้น เทคโนโลยีการเกษตรอย่างการให้น้ำผ่านอินเทอร์เน็ตก็ทำได้หมดแล้ว ตั้งเวลาให้น้ำตามสภาพแวดล้อมได้ ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ว่ามา ถ้าผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำมาใช้ในธุรกิจได้จะเป็นการลดต้นทุนได้มาก จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

7.startup จะเริ่มมี startup ใหม่ ๆ เกิดมากขึ้น อยากให้ไปลองเดินในงาน Startup Thailand ซึ่งจะได้เจอ startup มากมายที่ล้วนน่าสนใจ ในงานนั้นจะเป็นการรวมกันของกลุ่มคนอยู่ประมาณ 3 กลุ่ม คือกลุ่มคนที่ทำ startup หรือสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลุ่มคนเหล่านี้จะไม่ค่อยมีทุน ใครมีเงินมีทุนก็สามารถจะไปลงทุนได้ หรือกลุ่มที่มีทุนแล้วก็มักจะไม่ค่อยมีตลาด ก็จะได้เจอกลุ่มของตลาด ปกติคนสามกลุ่มนี้ก็มักไม่ค่อยได้เจอกัน ซึ่งตอนนี้มี startup ในหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม food, retail, FinTech, EdTech, MedTech, InsurTech ซึ่งตอนนี้ InsurTech มีการรุกตลาดหนักมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราจ่ายน้อยลง

8.plugin hybrid เทคโนโลยีที่อาจจะดูเหมือนไกลตัว รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะยังไม่เจอแบบเต็มตัวในไทย ในช่วงประมาณปีนี้อาจจะเจอเป็นแบบลูกครึ่งก่อน คือมีทั้งเสียบปลั๊กชาร์จไฟแล้วขับได้ และเติมน้ำมันได้ด้วย ซึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์น่าจะไม่อยากให้เกิดขึ้นเร็วนัก เพราะบริษัทจำพวกอะไหล่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เทคโนโลยีนี้เกิดเร็วขึ้นจะดีต่อผู้บริโภค แต่จะส่งผลเสียต่อธุรกิจรถยนต์ บริษัทอะไหล่รถยนต์ต่าง ๆ ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำเกี่ยวกับธุรกิจอะไหล่รถยนต์ต้องรีบปรับตัวจริงจัง

ทั้งหมดนี่น่าจะเป็นภาพรวมนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่จะได้พบในปี 2018 ซึ่งคุณอาจต้องทดลองใช้ดูก่อน อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ หากคิดว่าน่าจะเกิดผลกระทบกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม ก็ควรจะต้องรีบศึกษา และปรับตัวเพื่อที่จะรับมือได้ทันท่วงที

 

 

ภาพโดย : freepik

ขอบคุณบทความจาก : ประชาชาติธุรกิจประชาชาติธุรกิจ